IPB
Thailand Travel Information :: English Version ::
เว็บไซต์แนะนำ: รวมฮาวทู เทคนิค DIY ต่างๆทุกๆเรื่องที่คุณอยากรู้

ยินดีต้อนรับ ( เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก )

 
Reply to this topicStart new topic
> เก้งหม้อ, สัตว์ป่าสงวนของไทย 15 ชนิด
ตาน้ำ
โพสต์ Oct 20 2010, 10:51
โพสต์ #1


Gold Member
ภาพประจำกลุ่ม

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 761
เป็นสมาชิกเมื่อ : 3-Jul-08
หมายเลขสมาชิก : 431



เก้งหม้อ
Muntiacus feai



ภาพที่แนบมา

เก้งหม้อ
Muntiacus feai


ลักษณะ : เก้งหม้อ มีลักษณะโดยทั่วไป คล้ายคลึงกับเก้งธรรมดา ขนาดลำตัวไล่เลี่ยกัน เมื่อโตเต็มที่น้ำหนักประมาณ ๒๐ กิโลกรัม แต่เก้งหม้อจะมีสีลำตัวคล้ำกว่าเก้งธรรมดา ด้านหลังสีออกน้ำตาลเข้ม ใต้ท้องสีน้ำตาลแซมขาว ขาส่วนที่อยู่เหนือกีบจะมีสีดำ ด้านหน้าของขาหลังมีแถบขาวเห็นได้ชัดเจน บนหน้าผากจะมีเส้นสีดำอยู่ด้านในระหว่างเขา หางสั้นด้านบนสีดำตัดกับสีขาวด้านล่างชัดเจน

อุปนิสัย : เก้งหม้อ ชอบอาศัยอยู่เดี่ยว ในป่าดงดิบ ตามลาดเขา จะอยู่เป็นคู่เฉพาะฤดูผสมพันธุ์เท่านั้น ออกหากินในเวลากลางวันมากกว่าในเวลากลางคืน อาหารได้แก่ ใบไม้ ใบหญ้า และผลไม้ป่า ตกลูกครั้งละ ๑ ตัว เวลาตั้งท้องนาน ๖ เดือน

ที่อยู่อาศัย : ชอบอยู่ตามลาดเขาในป่าดงดิบและหุบเขาที่มีป่าหนาทึบและมีลำธารน้ำไหลผ่าน

เขตแพร่กระจาย : เก้งหม้อ มีเขตแพร่กระจาย อยู่ในบริเวณตั้งแต่พม่าตอนใต้ลงไปจนถึงภาคใต้ตอนบน ของประเทศไทยเท่านั้น ในประเทศไทยพบในบริเวณเทือกเขาตะนาวศรีลงไปจนถึงเทือกเขาภูเก็ต ในบริเวณเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองนาคา และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าคลองแสง ในจังหวัดระนอง สุราษฎร์ธานีและพังงา

สถานภาพ : องค์การสวนสัตว์ ได้ประสบความสำเร็จในการเพาะเลี้ยงเก้งหม้อมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๘ ในปัจจุบันเก้งหม้อจัดเป็นสัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่งใน ๑๕ ชนิดของประเทศไทย และองค์การ IUCN จัดเก้งหม้อให้เป็นสัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์

สาเหตุของการใกล้จะสูญพันธุ์ : ปัจจุบัน เป็นสัตว์ป่าที่หายากและใกล้จะสูญพันธุ์หมดไปจากประเทศ เนื่องจากมีเขตแพร่กระจายจำกัด และที่อยู่อาศัยถูกทำลายหมดไปเพราะการตัดไม้ทำลายป่า การเก็บกักน้ำเหนือเขื่อนและการล่าเป็นอาหาร เก้งหม้อเป็นเนื้อที่นิยมรับประทานกันมาก

ที่มา http://www.dusitzoo.org/index.php?option=c...4&Itemid=39

นกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร แรด กระซู่ กูปรี ควายป่า ละมั่ง สมัน กวางผา นกแต้วแล้วท้องดำ นกกระเรียน แมวลายหินอ่อน สมเสร็จ เก้งหม้อ พะยูน เลียงผา

Go to the top of the page
 
+Quote Post
ตาน้ำ
โพสต์ Oct 20 2010, 14:00
โพสต์ #2


Gold Member
ภาพประจำกลุ่ม

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 761
เป็นสมาชิกเมื่อ : 3-Jul-08
หมายเลขสมาชิก : 431



เก้งหม้อ

ชื่อวิทยาศาสตร์ :Muntiacus feae
ชื่อวงศ์ :Artiodaftyla


ในบรรดาสัตว์ป่าสงวน 15 ชนิดของประเทศไทย ซึ่งเป็นสัตว์ป่าที่มีจำนวนน้อยในธรรมชาติ และมีแนวโน้มที่จะลดจำนวนลงไปเรื่อย ๆ จนถึงขึ้นใกล้จะสูญพันธุ์นั้น สัตว์ป่าสงวนชนิดหนึ่งซึ่งมีชีวิตที่น่าสนใจแบะหาชมได้ยากมากในธรรมชาติ คือ "เก้งหม้อ"

เก้งหม้อหรือแก้งดำ (Fea’s barking deer) เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อยู่ในอันดับของสัตว์กีบคู่ (Order Artiodaftyla) ถูกจัดไว้ในวงศ์เดียวกับกวาง เนื้อสมัน ละองและเนื้อทราย (Family Cervidae) พวกเก้งจัดเป็นสัตว์ป่าในตระกูลกวางที่มีกีบเท้าเป็นคู่ขาละ 2 กีบ มีต่อมน้ำตาเป็นแอ่งที่หัวตา ไม่มีถุงน้ำดี (gall bladder) ที่สำคัญคือมีเขาแบบเขากวาง (antlers) เป็นลักษณะของเพศที่มาเฉพาะในสัตว์พวกกวาง มีเขาต้น 2 ข้างเป็นคู่ขนานเท่า ๆ กัน ตัวเขามีการแตกกิ่ง และมีการผลัดเขาทุกปี เขาที่งอกใหม่เรียก "เขาอ่อน" เพศเมียไม่มีเขา ปลายเขาของเก้งไม่แตกกิ่งอย่างเขากวาง ปลายเขาโง้งเข้าข้างในกระเพาะอาหารมี 4 ตอน รวมทั้งกระเพาะพักสำหรับย่อยอาหารจำพวกพืชที่มีกากและเส้นใยยากโดยเฉพาะทำ ให้สามารถสำรอกอาการจากส่วนพักที่ยังย่อยไม่ละเอียด ขึ้นมาเคี้ยวในช่องปากให้ละเอียดได้อีกทีหนึ่ง เรียกว่า "การเคี้ยวเอื้อง" ช่วยในการย่อยอาหารมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในประเทศไทยมีเก้งอยู่ 2 ชนิด คือ เก้งหม้อ (Fea’s barking deer)กับ เก้งธรรมดาหรือฟาน (Common barking deer) ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Muntiacus muntjak

รูปร่างลักษณะทั่วไปของเก้งหม้อคล้ายกับเก้งธรรมดา และมีขนาดไล่เลี่ยกัน มีขนตามทลำตัวสั้นเกรียนและละเอียดนุ่ม โดยทั่วไปแล้วสีขนของเก้งธรรมดาเป็นสีน้ำตาลหรือน้ำตาลแกมเหลืองสด แต่สีขนของเก้งหม้อจะคล้ำกว่ามาก โดยเฉพาะบริเวณหลังและลำตัวเป็นสีน้ำตาลดำคล้ายหม้อดิน ชาวบ้านจึงนิยมเรียก "เก้งหม้อหรือเก้งดำ" ขนใต้ท้องสีน้ำตาลแซมขาว ทำให้ดูออกขาวจางกว่ามาก หางมี 2 สี ตัดกันชัดเจน คือ ขนหางด้านบนสีดำเข้ม ส่วนขนใต้หางสีขาว แตกต่างจากสีขนหางของเก้งธรรมดา คือมีขนใต้หางสีขาว แต่ขนหางด้านบนจะมีสีแดงเข้ม ใบหน้าของเก้งหม้อมีสีน้ำตาลเข้ม ยกเว้นที่บริเวณกระหม่อมและโคนขาเป็นสีเหลืองสด มีแถบดำพาดยาวตามแนวสัณฐานเขาด้านในผ่านเหนือตาลงมาถึงโคนดั้งจมูก ทำให้มองเห็นเป็นสันนูนลงไปตามความยาวของใบหน้าตรงโคนสอบแหลมเข้าหากันจรด กับโคนสันจมูกเป็นรูปตัว "V" ประกอบกับมีสีค่อนข้างดำตามสันนูนนั้นมากกว่าของเก็งธรรมดาจึงมีชื่อเรียก เป็นภาษาอังกฤษอีกชื่อหนึ่งว่า "rib-faced deer" หรือกวางหน้าสัน เก้งตัวผู้จะมีเขี้ยวเป็นอาวุธสำคัญในการต่อสู้ เก้งหม้อมีความยาวลำตัวและหัวประมาณ 88 เซนติเมตร ช่วงเขาหลังยาวประมาณ 23 เซนติเมตร น้ำหนักตัวประมาณ 22 กิโลกรัม

ขอขอบคุณข้อมูลจาก วิทยาศาสตร์กับสุราษฎร์ธานี
Go to the top of the page
 
+Quote Post
ตาน้ำ
โพสต์ Oct 21 2010, 18:54
โพสต์ #3


Gold Member
ภาพประจำกลุ่ม

กลุ่ม : Moderator
โพสต์ : 761
เป็นสมาชิกเมื่อ : 3-Jul-08
หมายเลขสมาชิก : 431



ที่มา แฟ้มสัตว์โลก

เก้งหม้อ กวางเขาจุก Feas Barking Deer

เก้งหม้อ มีลักษณะทั่วไปคล้ายเก้งธรรมดาแต่สีเข้มกว่า หนักประมาณ 18-21 กิโลกรัม ความยาวลำตัว 88 เซนติเมตร สีตามลำตัวเป็นสีน้ำตาลเข้มอมเหลือง สันหลังเข้มกว่าที่อื่น ๆ หน้าท้องสีขาว หางยาว 23 เซนติเมตร หางด้านบนสีดำ ใต้หางสีขาว ขาท่อนล่างจนถึงกีบสีดำ หน้าสีน้ำตาลเข้ม มีเส้นสีดำลากจากโคนเขามาจนถึงหัวตาดูเป็นรูปตัววี ใบหูไม่มีขน มีต่อมน้ำตาใหญ่ยาว ปลายด้านชี้ไปที่ลูกตามีขอบนูนสูง เก้งหม้อตัวผู้มีเขี้ยวยาวไว้ใช้ต่อสู้ เขี้ยวโค้งออกด้านหน้าเช่นเดียวกับเก้งทั่วไป

เก้งหม้อตัวผู้มีเขาสั้น เขาแต่ละข้างมีสองกิ่ง กิ่งหน้าสั้นกว่ากิ่งหลัง โคนเขามีขนดำหนาคลุมรอบ ระหว่างโคนเขามีขนสีเหลืองฟูเป็นกระจุก จึงมีชื่ออีกชื่อว่า “กวางเขาจุก”

เก้งหม้อ อาศัยอยู่ในเทือกเขาตระนาวศรีชายแดนไทย-พม่า ในประเทศไทยพบที่ตาก ราชบุรี สุราฎร์ธานี ไม่พบในคาบสมุทรมลายู แต่คาดว่าน่าจะพบในลาวและเวียดนามด้วย มักพบอยู่ในป่าดิบทึบบนภูเขา ในประเทศจีนพบอยู่ในป่าบนภูเขาที่มีป่าสนกับป่าพืชใบกว้างหรือป่าไม้พุ่มผสม กันที่ระดับความสูง 2,500 เมตร

เก้งหม้อ หากินตอนกลางวันและโดยลำพังตามพื้นที่เปิดโล่งระหว่างแหล่งน้ำ กินหญ้า ใบไม้ และผลไม้ที่ตกบนพื้น

แม่เก้งหม้อตั้งท้องนาน 180 วัน ออกลูกตามพุ่มไม้ทึบ ลูกเก้งจะซ่อนอยู่ในพุ่มไม้จนกระทั่งเริ่มจะเดินตามแม่ได้

คาดว่าประชากรเก้งหม้อมีจำนวนน้อยมาตั้งแต่ครั้งอดีตแล้ว ยิ่งในปัจจุบันเก้งหม้อประสบภัยคุกคามมากขึ้นทั้งจากการล่าเพื่อนำไปทำอาหาร และที่อยู่อาศัยถูกทำลาย ป่าที่อยู่ของเก้งหม้อหลายพื้นที่ได้สูญหายไปตลอดกาลจากการสร้างเขื่อนหลาย แห่ง ประชากรที่น้อยอยู่แล้วจึงยิ่งน้อยลงไปอีกจนกลายเป็นสัตว์หายาก ในหลายพื้นที่เก้งหม้ออยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์

ในประเทศไทย เก้งหม้อเป็นหนึ่งในสัตว์ป่าสงวน 15 ชนิด ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535
ชื่อไทย เก้งหม้อ, กวางเขาจุก
ชื่ออังกฤษ Fea's Barking Deer
ชื่ออื่น
ชื่อวิทยาศาสตร์ Muntiacus feai
อาณาจักร Animalia
ไฟลัม Chordata
ชั้น Mammalia
อันดับ Artiodactyla
วงศ์ Cervidae
สถานภาพการคุ้มครอง สัตว์ป่าสงวน
สถานภาพประชากร ข้อมูลไม่เพียงพอ
Go to the top of the page
 
+Quote Post
casio
โพสต์ May 23 2011, 20:27
โพสต์ #4


Freshy
*

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 4
เป็นสมาชิกเมื่อ : 18-May-11
หมายเลขสมาชิก : 1,983



ขอบคุณสำหรับข้อมูล
Go to the top of the page
 
+Quote Post
yoobinjaja
โพสต์ Sep 28 2012, 14:54
โพสต์ #5


Freshy
*

กลุ่ม : Members
โพสต์ : 2
เป็นสมาชิกเมื่อ : 28-Sep-12
หมายเลขสมาชิก : 2,839



hipb005.gif hipb005.gif hipb005.gif hipb005.gif hipb002.gif
Go to the top of the page
 
+Quote Post

Reply to this topicStart new topic
มี 1 คน กำลังอ่านหัวข้อนี้ (บุลคลทั่วไป 1 คน และ 0 สมาชิกที่ไม่เปิดเผยตัว)
สมาชิก 0 คน คือ :

 



- ไม่มีภาพประกอบ IPB Thai v1.236.Fx1: 29th November 2014 - 06:50
โปรดอ่าน นโยบายความเป็นส่วนตัว เกาะช้าง:: สถานที่ท่องเที่ยว :: กระบี่ สถานที่ท่องเที่ยวสุดประทับใจ :: ภูเก็ต ไข่มุกอันดามัน :: เกาะสมุย สวรรค์ทะเลอ่าวไทย :: ประวัติสุนทรภู่ :: เทคนิคการถ่ายภาพ :: ดอยอินทนนท์
Design by: IPB 2.3 Skins & Web Browsers News ของเล่นไม้ Plantoys